เมื่อกล่าวถึง “การลงทุน” คุณนึกถึงอะไร... หลายคนอาจนึกถึงการฝากเงินไว้กับ
ธนาคาร การลงทุนในหุ้น พันธบัตร กองทุนรวม หรือสินทรัพย์ทางการเงินอื่นๆ ที่จะทำให้
เงินออมของเรางอกเงย และบรรลุเป้าหมายที่ต้องการได้เร็วขึ้น ซึ่งการลงทุนในหลักทรัพย์
หรือสินทรัพย์ทางการเงินเหล่านี้ต้องซื้อขายผ่านตลาดการเงิน ที่เชื่อแน่ว่า... มีคนจำนวน
ไม่น้อยที่ยังไม่เข้าใจเรื่องตลาดการเงินหรือการลงทุนผ่านตลาดการเงินดีนัก ดังนั้น เพื่อให้เราเข้าใจการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ผ่านตลาดการเงินมากยิ่งขึ้น
เราลองมาทำความรู้จักกันก่อนดีกว่าว่า “ตลาดการเงินคืออะไร” และมีความสัมพันธ์
หรือเกี่ยวข้องอย่างไรกับ “ตลาดหลักทรัพย์ฯ” ที่เราคุ้นหูกันดีตามสื่อต่างๆ
ตลาดการเงิน (Financial Market) คือ ตลาดที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างผู้มีเงินเหลือกับผู้ที่ต้องการเงิน โดยเป็น
แหล่งที่ผู้มีเงินเหลือและผู้ที่ต้องการเงินมาพบและตกลงซื้อขายหลักทรัพย์หรือตราสารทางการเงินรูปแบบต่างๆ ระหว่างกัน กล่าวคือ เป็นตลาดที่อำนวยความสะดวกในการโอนหรือเปลี่ยนมือของหลักทรัพย์หรือตราสารทางการเงินจากบุคคลหนึ่ง
ไปยังอีกบุคคลหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้สามารถดำเนินการไปได้อย่างราบรื่น
แหล่งที่ผู้มีเงินเหลือและผู้ที่ต้องการเงินมาพบและตกลงซื้อขายหลักทรัพย์หรือตราสารทางการเงินรูปแบบต่างๆ ระหว่างกัน กล่าวคือ เป็นตลาดที่อำนวยความสะดวกในการโอนหรือเปลี่ยนมือของหลักทรัพย์หรือตราสารทางการเงินจากบุคคลหนึ่ง
ไปยังอีกบุคคลหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้สามารถดำเนินการไปได้อย่างราบรื่น
โดยเราสามารถแบ่งตลาดการเงินออกเป็น 2 ประเภท คือ...
| เป็นตลาดที่มีการซื้อขายตราสารทางการเงินที่มีอายุไม่เกิน 1 ปี เช่น ตั๋วเงินคลัง ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตราสารหนี้ระยะสั้น และบัตรเงินฝาก ฯลฯ |
เป็นตลาดที่มีการซื้อขายตราสารทางการเงินที่มีอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป ถือว่าเป็นแหล่งระดมเงินทุนระยะยาวขององค์กรผู้ออกตราสารนั้นๆ เพื่อนำไปใช้ใน วัตถุประสงค์ต่างๆ เช่น การขยายธุรกิจของผู้ประกอบกิจการเอกชนหรือการลงทุน ด้านสาธารณูปโภค ของภาครัฐบาล ฯลฯ |
โดยผู้ที่ต้องการระดมเงินทุนจะออกหลักทรัพย์หรือตราสารทางการเงินในตลาดทุน เช่น หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ หุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาล หน่วยลงทุน หรือใบสำคัญแสดงสิทธิ ฯลฯ เพื่อขายให้กับบุคคลภายนอกเป็นการเฉพาะเจาะจงหรือขาย
ให้กับประชาชนทั่วไปใน “ตลาดแรก” (Primary Market) โดยมี “ตลาดรอง” (Secondary Market) ซึ่งจัดตั้งขึ้น
เพื่อทำหน้าที่เสริมสภาพคล่องให้แก่หลักทรัพย์ที่ผ่านการจองซื้อในตลาดแรก ให้สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือความเป็นเจ้าของ
หลักทรัพย์ได้ อีกทั้งยังช่วยสร้างความมั่นใจแก่ผู้ซื้อหลักทรัพย์ในตลาดแรกว่าจะสามารถขายหลักทรัพย์นั้นเพื่อเปลี่ยนกลับคืน
เป็นเงินสดได้เมื่อต้องการ อย่างไรก็ตาม ตลาดรองสามารถแบ่งตามลักษณะการจัดตั้งได้เป็น “ตลาดรองที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการ”
(Organized Market) และ “ตลาดรองที่ไม่ได้มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการ” (Over-the-Counter: OTC)
ที่ผู้ซื้อกับผู้ขายจะเจรจาและตกลงซื้อขายกันเอง ไม่มีตัวกลางคอยควบคุมดูแลการซื้อขาย เพื่อรักษาผลประโยชน์ให้กับ
ผู้ลงทุนเหมือนตลาดที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการ ซึ่งคำว่า “ทางการ” หรือไม่นั้น อาจพิจารณาในด้านของระบบการซื้อขาย
และความเป็นมาตรฐานต่างๆ
ให้กับประชาชนทั่วไปใน “ตลาดแรก” (Primary Market) โดยมี “ตลาดรอง” (Secondary Market) ซึ่งจัดตั้งขึ้น
เพื่อทำหน้าที่เสริมสภาพคล่องให้แก่หลักทรัพย์ที่ผ่านการจองซื้อในตลาดแรก ให้สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือความเป็นเจ้าของ
หลักทรัพย์ได้ อีกทั้งยังช่วยสร้างความมั่นใจแก่ผู้ซื้อหลักทรัพย์ในตลาดแรกว่าจะสามารถขายหลักทรัพย์นั้นเพื่อเปลี่ยนกลับคืน
เป็นเงินสดได้เมื่อต้องการ อย่างไรก็ตาม ตลาดรองสามารถแบ่งตามลักษณะการจัดตั้งได้เป็น “ตลาดรองที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการ”
(Organized Market) และ “ตลาดรองที่ไม่ได้มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการ” (Over-the-Counter: OTC)
ที่ผู้ซื้อกับผู้ขายจะเจรจาและตกลงซื้อขายกันเอง ไม่มีตัวกลางคอยควบคุมดูแลการซื้อขาย เพื่อรักษาผลประโยชน์ให้กับ
ผู้ลงทุนเหมือนตลาดที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการ ซึ่งคำว่า “ทางการ” หรือไม่นั้น อาจพิจารณาในด้านของระบบการซื้อขาย
และความเป็นมาตรฐานต่างๆ
หลายๆ คนคงคุ้นเคย และรู้จักกับการ ‘ฝากเงินประจำ' กันอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่หลงลืมเรื่องการออมเงินในรูปแบบนี้ไป อาจเป็นเพราะยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถออมเงินได้เท่ากันทุกเดือนหรือเปล่า รายจ่ายจะพอหรือเปล่าหากต้องหักไปลงในบัญชีเงินฝากประจำ ฯลฯ
อีกอย่าง มันเป็นเรื่องการออมเงินกึ่งบังคับ เพราะหากจะถอนออกมาใช้ก่อนกำหนด บางธนาคารก็จะให้ดอกเบี้ยเท่ากับบัญชีออมทรัพย์ หรือบางธนาคารอาจจะต้องปิดบัญชีนี้ไปเลย ฉะนั้นต้องไปทำความเข้าใจ และเจาะลึกลงรายละเอียดกันอีกครั้งแล้วล่ะค่ะ
มาเริ่มทำความเข้าใจ เรื่องของบัญชีเงินฝากประจำกันใหม่ !
บัญชีเงินฝากประจำ สามารถเลือกฝากได้ตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป (3, 6, 12, 24 และ 36 เดือน) แต่มีเงื่อนไขว่า ต้องฝากเงินเท่ากันในทุกๆ เดือน อย่าง เปิดบัญชีฝากประจำในครั้งแรก จำนวน 3,000 บาท ก็ต้องมาฝาก 3,000 บาท ทุกๆ เดือน เป็นระยะเวลาตามที่คุณเป็นผู้เลือกตั้งแต่แรก โดยส่วนใหญ่แล้ว ทางธนาคารจะมีอัตราการฝากขั้นต่ำอยู่ที่ 1,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท
และเพื่อความสะดวกในการออมเงิน คุณสามารถเปิดบัญชีออมทรัพย์เพื่อผูกกับบัญชีฝากประจำได้เลย โดยทางธนาคารจะหักเงินจากบัญชีออมทรัพย์ของคุณโดยอัตโนมัติ เข้าสู่บัญชีฝากประจำทันที และคุณสามารถปรับสมุดเงินฝากเพื่อตรวจสอบยอดเงินฝากได้เลย นอกจากนี้การเปิดบัญชีเงินฝากประจำสามารถใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อหรือค้ำประกันได้อีกด้วย
ดอกเบี้ยที่ได้รับแตกต่างจากดอกเบี้ยแบบออมทรัพย์
ดอกเบี้ยของการฝากแบบประจำนั้นจะได้สูงกว่าบัญชีออมทรัพย์อย่างแน่นอน ซึ่งสามารถตรวจสอบอัตราดอกเบี้ยได้ที่ธนาคารทุกสาขาก่อนที่จะทำการเปิดบัญชีเงินฝากประจำ และบางธนาคารจะมีโบนัสพิเศษให้สำหรับคนที่ฝากครบกำหนดอีกด้วย
ส่วนอัตราดอกเบี้ยที่จะได้นั้น จะขึ้นอยู่กับวันที่คุณไปเปิดบัญชีเงินฝากด้วยว่า ในช่วงดังกล่าว ดอกเบี้ยขึ้นลงมากน้อยแค่ไหน อย่าง วันที่คุณเปิดบัญชีเงินฝาก แบบ 24 เดือน ฝากเงินจำนวน 3,000 บาท ในช่วงประกาศช่วงนั้น ดอกเบี้ยเงินฝากประจำอยู่ที่ 1.50 บาท คุณก็จะได้รับดอกเบี้ยจำนวน 1.50 บาทจนครบกำหนด 24 เดือน เป็นต้น
ตัวอย่าง เงินฝากประจำกับธนาคารต่างๆ
ธนาคารกสิกรไทย เงินฝากทวีทรัพย์ เปิดบัญชีเงินฝากเดือนละ 1,000-25,000 บาท โดยนำฝากในจำนวนเท่าๆ กันทุกเดือนเป็นระยะเวลา 24 เดือน อัตราดอกเบี้ยสูง รับโบนัสเพิ่มอีก 2.50% ของดอกเบี้ยที่ได้รับ เมื่อฝากครบกำหนด และไม่ต้องเสียภาษีจากดอกเบี้ยที่คุณได้รับเมื่อครบกำหนด แต่หากถอนก่อน กำหนดทางธนาคารจะคิดดอกเบี้ยอีกรูปแบบหนึ่ง และเพื่อความสะดวกในกรณีที่คุณมีบัญชีออมทรัพย์ของธนาคารกสิกรไทยอยู่แล้ว สามารถใช้บริการหักเงินอัตโนมัติได้เลย ซึ่งสามารถตรวจสอบยอดเงินได้โดยการปรับสมุดเงินฝากได้ที่ธนาคารทุกสาขา ในทุกๆ วันที่สองของช่วงต้นเดือน
ธนาคารทหารไทย เงินฝากประจำ 3 เดือน 6 เดือน และ12 เดือน เปิดบัญชีครั้งแรกขั้นต่ำ 1,000 บาท และสามารถฝากเพิ่มได้ครั้งละ 500 บาทขึ้น และเมื่อครบกำหนดธนาคารจะคำนวณดอกเบี้ยในแต่ละยอดเงินฝากตามอัตราที่กำหนด หากถอนก่อน 3 เดือน ธนาคารจะไม่จ่ายดอกเบี้ย แต่หากถอนหลัง 3 เดือน แต่ยังไม่ครบกำหนด ทางธนาคารจะจ่ายดอกเบี้ยเท่ากับบัญชีออมทรัพย์
ธนาคารกรุงเทพ เงินฝากสินมัธยะทรัพย์ทวี เปิดบัญชีครั้งแรกตั้งแต่ 1,000-25,000 บาท ฝากเท่ากันทุกๆ เดือนเป็นเวลาอย่างน้อย 24 เดือน ก็จะได้รับดอกเบี้ยตามกำหนด และไม่เสียภาษีเงินได้จากดอกเบี้ย การฝากเงินจะต้องไม่เกินวันทำการสุดท้ายของธนาคารเดือนนั้นๆ หากถอนก่อนกำหนด ทางธนาคารจะทำการปิดบัญชีเงินฝาก และจะไม่ได้รับการยกเว้นภาษี แต่จะได้รับอัตราดอกเบี้ยตามเงินฝากสะสมทรัพย์
จุดเริ่มต้นของการออมเงิน อย่างง่ายที่สุด คือ การนำเงินเข้าสู่ระบบธนาคาร ให้ธนาคารช่วยเก็บเงินให้เรา หากต้องการออมเงินอย่างสม่ำเสมอและออมเพื่ออนาคต ชนิดที่ต้องบังคับตัวเองไปในตัว การฝากเงินแบบสะสมทรัพย์ คงเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เดือนนี้อยากให้คุณแวะเข้าธนาคารในใจสักที่ แล้วไปสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ไม่แน่... คุณอาจจะได้การออมในรูปแบบที่เหมาะสมกับตัวคุณ และอย่าลืมนะครับว่า การออมเงินไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อตัวคุณเองและครอบครัวค่ะ... สู้ๆ นะครับ
ธนาคารกรุงเทพ เงินฝากสินมัธยะทรัพย์ทวี เปิดบัญชีครั้งแรกตั้งแต่ 1,000-25,000 บาท ฝากเท่ากันทุกๆ เดือนเป็นเวลาอย่างน้อย 24 เดือน ก็จะได้รับดอกเบี้ยตามกำหนด และไม่เสียภาษีเงินได้จากดอกเบี้ย การฝากเงินจะต้องไม่เกินวันทำการสุดท้ายของธนาคารเดือนนั้นๆ หากถอนก่อนกำหนด ทางธนาคารจะทำการปิดบัญชีเงินฝาก และจะไม่ได้รับการยกเว้นภาษี แต่จะได้รับอัตราดอกเบี้ยตามเงินฝากสะสมทรัพย์
จุดเริ่มต้นของการออมเงิน อย่างง่ายที่สุด คือ การนำเงินเข้าสู่ระบบธนาคาร ให้ธนาคารช่วยเก็บเงินให้เรา หากต้องการออมเงินอย่างสม่ำเสมอและออมเพื่ออนาคต ชนิดที่ต้องบังคับตัวเองไปในตัว การฝากเงินแบบสะสมทรัพย์ คงเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เดือนนี้อยากให้คุณแวะเข้าธนาคารในใจสักที่ แล้วไปสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ไม่แน่... คุณอาจจะได้การออมในรูปแบบที่เหมาะสมกับตัวคุณ และอย่าลืมนะครับว่า การออมเงินไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อตัวคุณเองและครอบครัวค่ะ... สู้ๆ นะครับ